#เบนท์ลีย์มอเตอร์ส #รายงานผลประกอบการ2568 #กำไรโตต่อเนื่อง พร้อม #เดินหน้าผลิกโฉมโรงงานสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า
(ครูว์ 17 มีนาคม 2569) เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส รายงานผลประกอบการ ปี 2568 ที่สามารถทำกำไรติดต่อกันเป็นปีที่ 7 สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมในตลาดโลกที่ท้าทาย พร้อมเดินหน้าลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้
โดยภาพรวมของผลประกอบการได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายประการ
แต่ตัวเลขผลการดำเนินงานของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ยังคงแข็งแกร่ง
ถึงแม้ว่ายอดการส่งมอบรถยนต์จะลดลงร้อยละ 5
ซึ่งเป็นผลมาจากการหดตัวของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศจีน
อย่างไรก็ตาม
ยอดส่งมอบที่ลดลงได้รับการชดเชยจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในรุ่นย่อยที่สามารถสร้างรายได้และกำไร
และความต้องการด้านการปรับแต่งเฉพาะบุคคล ส่งผลให้รายได้ลดลงเพียงร้อยละ 1
เท่านั้น โดยสำหรับรุ่น Bentayga
ยังคงเป็นรุ่นที่มียอดสูงที่สุดของเบนท์ลีย์ มอเตอร์สจากการเปิดตัว
Bentayga Speed เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ตอกย้ำให้เห็นถึงความนิยมของยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์สมรรถนะสูงรุ่นนี้
การกำหนดกลยุทธ์ราคาที่ดี ความหลากหลายของรุ่นย่อยที่ตอบโจทย์
และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของความต้องการด้านการออกแบบเฉพาะบุคคลโดย
Mulliner ได้ช่วยชดเชยยอดส่งมอบที่ลดลง และได้สร้างรายได้กว่า 2.6
พันล้านยูโร (หรือกว่า 9 หมื่นล้านบาท) และด้วยยอดการส่งมอบรถยนต์รุ่น
Mulliner ที่เพิ่มขึ้นทุกปี
ตอกย้ำกลยุทธ์ของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณในตลาดรถยนต์ระดับอัลตราลักชูรี
กำไรจากผลการดำเนินงานกว่า 216 ล้านยูโร (หรือกว่า 8 พันล้านบาท)
ทำให้ผลตอบแทนจากยอดขายอยู่ที่ 8.3%
ตัวเลขนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการตัดสินใจของกลุ่มโฟล์คสวาเกนที่จะยุติการผลิตรถยนต์กลุ่ม
D-segment รวมถึงแรงกดดันจากผลกระทบของภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ยังคงเดินหน้าสนับสนุนกลยุทธ์ Beyond100+
พร้อมก้าวไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของโรงงานสำหรับการผลิตยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าด้วยเม็ดเงินลงทุนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต
สำหรับในปี 2568
นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับกลุ่มรถยนต์เบนท์ลีย์หลังจากการเปิดตัว
Continental GT และ Flying Spur เจเนอเรชันที่ 4
ซึ่งทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนแบบ High Performance
รุ่นใหม่ของแบรนด์ อีกทั้ง
ยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับในรุ่น Speed และ Mulliner
ที่ได้ช่วยสร้างรายได้และผลกำไรเฉลี่ยต่อคัน
ในรุ่น Bentayga Speed ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในตลาดโลก
และมีส่วนสำคัญต่อรายได้โดยรวมของกลุ่มรถยนต์รุ่น Bentayga ในขณะเดียวกัน
การเปิดตัวรุ่น Continental GT Supersports ในนิวยอร์กเมื่อเร็วๆ นี้
ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของเบนท์ลีย์
มอเตอร์สในการขยายกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงที่เน้นผู้ขับขี่เป็นหลัก
ซึ่งได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีหลังจากการเปิดตัวด้วยยอดจองที่เต็ม
โดยมีแผนการส่งมอบสายการผลิตแรกในปลายปีนี้
เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส มุ่งมั่นในการพัฒนาโรงงานให้เป็นโรงงานปลอดคาร์บอน
พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
ด้วยการพัฒนาอาคาร A1
ซึ่งเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดเพื่อรองรับสายการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต
และการพัฒนาศูนย์ออกแบบ (Design Centre)
ซึ่งได้เปิดดำเนินงานไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568
โดยได้สะท้อนศักยภาพการออกแบบและนวัตกรรมของเบนท์ลีย์ไว้ในที่แห่งนี้
การลงทุนเหล่านี้ต่อยอดจากการเปิดศูนย์ความเป็นเลิศด้านคุณภาพ
พร้อมกับศูนย์ทำสีแห่งใหม่ที่จะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ด้วยการนำเสนอเทคนิคการทำสีรถยนต์ให้ลูกค้าพร้อมด้วยตัวเลือกกว่าเกือบ
100
เฉดสีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับแต่งรถยนต์เบนท์ลีย์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด
ซึ่งการพัฒนาในครั้งนี้ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเบนท์ลีย์
มอเตอร์สต่อกลยุทธ์ Beyond100+ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเจเนอเรชันต่อไป
สำหรับผู้ที่สนใจครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและข้อเสนอพิเศษได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V
เกี่ยวกับ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด
เบนท์ลีย์
แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด
ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย
ให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าเบนท์ลีย์ทุกท่านและรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกคันด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า
40 ปี
พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือตรวจสอบและวิเคราะห์สำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์โดยเฉพาะนำเข้าจากโรงงาน
การรับประกันอะไหล่แท้ และบุคลากรที่ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้น โดยมี
Qualified High Voltage Technician
หนึ่งเดียวในประเทศไทยเป็นผู้รับรองงานซ่อมและงานบำรุงรักษารถยนต์ไฮบริดตามมาตรฐานโรงงาน
ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของรถยนต์เบนท์ลีย์ทุกท่านตามนโยบายหลักของบริษัทที่ว่า
“เอเอเอสฯ ดูแลทั้งรถและคุณ (AAS Looking After YOU And Your CAR)”
และให้ชื่อ AAS เป็น “The Name You Can Trust”


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น